บทที่ 1 อดีต
ลิลลี่ มาร์ตินไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเจอเดวิด โจนส์ในสถานการณ์แบบนี้
การหย่าร้างของพวกเขาทำให้ทั้งคู่แตกสลาย
แต่หกปีได้ผ่านไป และตอนนี้เธอกำลังแสร้งทำเป็นคบหากับโจชัว โทมัส พระเอกละครเรื่องใหม่ของเธอ เพื่อสร้างกระแสความนิยม พวกเขาถึงกับไปออกรายการเรียลลิตี้เดตติ้งโชว์ "เลิฟ อันล็อก" ที่ต้นสังกัดจัดให้
"คุณลิลลี่ครับ พอจะบอกเราได้ไหมว่าสเปกของคุณเป็นแบบไหน" พิธีกรถาม
ทันทีที่คำถามถูกเอ่ยขึ้น โจชัวก็ส่งยิ้มเจิดจ้ามาให้เธอ
ลิลลี่คิดในใจ นี่แหละวงการของเรา ต้องใช้ทักษะการแสดงทั้งหมดที่มีมาใช้กันตรงนี้
ขณะที่บรรยากาศกำลังคึกคักและเธอกำลังจะแสร้งปั้นรอยยิ้ม เธอก็เงยหน้าขึ้นและเห็นเดวิดซึ่งเพิ่งเข้ามานั่งประจำที่
เขาสวมสูทสีดำที่ตัดเย็บอย่างประณีต ขับเน้นรูปร่างสูงสง่าและน่าเกรงขาม เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น เขาก็แผ่รังสีของความสง่างามอันเย็นชา ท่าทีห่างเหินราวกับน้ำแข็ง
ลิลลี่ชะงักไปชั่วครู่ แต่ประสบการณ์หลายปีช่วยให้เธอควบคุมสติอารมณ์กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว
เขากลับมาประเทศตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ
ดูแปลกๆ ที่นักแสดงชายยอดเยี่ยมจะมาเป็นแขกรับเชิญในรายการหาคู่...
"หน้าตาเกลี้ยงเกลา ดวงตาใส จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากได้รูป... คนที่ดูอ่อนโยนและหล่อเหลาค่ะ"
หัวใจของลิลลี่เต้นระรัว ลำคอตีบตัน สมองว่างเปล่า และตามสัญชาตญาณ เธอกำนิ้วมือแน่น ความชื้นและอาการเจ็บแปลบที่ฝ่ามือแทบจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยยึดเหนี่ยวสติของเธอไว้
"คุณกำลังพูดถึงใครเป็นพิเศษอยู่หรือเปล่าครับ" เดวิดถามพลางขยับแว่นตาแล้วมองมาที่ลิลลี่
ผ่านเลนส์แว่น ลิลลี่เห็นภาพสะท้อนที่ตื่นตระหนกของตัวเอง เธอพยายามจะเบือนหน้าหนี แต่สายตาของเธอกลับถูกดึงดูดไปที่เดวิดราวกับมีแม่เหล็ก
ปกเสื้อเชิ้ตของเขาตั้งเป็นทรง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงเล็กน้อย และแสงไฟในสตูดิโอก็ทอดเงาจางๆ ลงบนขนตาของเขา...
ภาพของชายวัย 29 ปีซ้อนทับกับเด็กหนุ่มวัย 17 ในชุดกีฬา เด็กในอุปการะที่เคยใสซื่อและสดใสคนนั้นถูกบังคับให้มีความสัมพันธ์ลับๆ กับลูกสาวร่างท้วมของครอบครัวเศรษฐี
"ฮ่าๆ ทุกคนก็ต้องมีภาพคนในอุดมคติอยู่ในใจกันทั้งนั้นแหละครับ" โจชัวพูดอย่างมีนัย เพิ่มเชื้อไฟให้ประเด็นร้อนที่จะเป็นกระแสในคืนนี้
พิธีกรเปลี่ยนไปคุยกับแขกรับเชิญคนถัดไป และเดวิดก็ยังคงมีปฏิสัมพันธ์กับทุกคนตามปกติ
แสดงว่าเขาจำฉันไม่ได้สินะ
ในที่สุดหัวใจของลิลลี่ก็สงบลง และเธอรู้สึกสบายใจขึ้นมาก
ตอนนี้เธอคือนักแสดงสาวลิลลี่ มาร์ติน ไม่ใช่เอมิลี่ จอห์นสันคนเดิมในอดีตอีกต่อไป
ด้วยความสูงเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรและน้ำหนักเพียงสี่สิบเก้ากิโลกรัม เธอหายจากอาการป่วยในอดีตและกลับมามีสุขภาพดีผิวพรรณสดใสอย่างสมบูรณ์
ระหว่างพักการถ่ายทำ ผู้คนมากมายต่างกรูกันเข้าไปขอลายเซ็นเดวิด
โจชัวดึงแขนเธอให้เข้าไปร่วมวงด้วยความกระตือรือร้น
เมื่อเข้าไปใกล้ขึ้น ลิลลี่ก็อดไม่ได้ที่จะถูกดึงดูดเข้าหาเดวิด ใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตานั้นดึงความคิดของเธอกลับไปที่ห้องไอซียู
สัญญาณคลื่นไฟฟ้าหัวใจบนจอภาพอ่อนแรงแต่ยังคงอยู่
ข้อมูลชีพจรแบบเรียลไทม์คอยย้ำเตือนเธออยู่ตลอดเวลาว่าระดับออกซิเจนในเลือดของลูกชายเธอนั้นอยู่ในเกณฑ์อันตรายเสมอ
นิ้วของเธอเผลอกำแน่นขึ้นอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งช่างแต่งหน้าเรียก เธอจึงรีบคลายมือออก
"คุณมาร์ตินคะ ต้องเติมลิปสติกหน่อยนะคะ เดี๋ยวออกกล้องแล้วสีจะจางค่ะ" ช่างแต่งหน้าเตือนเธอเบาๆ พร้อมกับหยิบลิปกลอสสีเบอร์รี่ขึ้นมาเติมให้ลิลลี่
หางตาของเธอเหลือบมองเดวิด
เดวิดสวมแว่นตาไร้กรอบ ยังคงดูเฉยชาและสง่างามเช่นเคย ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ ดวงตาคมกริบจ้องมองนักแสดงคนอื่นๆ ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน เมื่อได้ยินคำชม ริมฝีปากบางของเขาก็เม้มเป็นเส้นตรง
ทันใดนั้น เขาก็หันมาทางลิลลี่แล้วพูดว่า "การแสดงของคุณในหนังเรื่องล่าสุดค่อนข้างดีเลยนะ ดูเหมือนว่าเรื่องต่อไปเราจะได้ร่วมงานกัน"
เดวิดเงยหน้าขึ้น และก็ได้เห็นลิลลี่ในชุดสลิปเดรสผ้าไหมสีชมพูอ่อน
สีสันของชุดถูกเลือกมาอย่างสมบูรณ์แบบ ดูอ่อนโยนและไม่เป็นพิษเป็นภัย ทั้งยังขับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งของเรือนร่างโดยไม่เปิดเผยจนเกินงาม นับว่าเป็นการสร้างสมดุลที่พอเหมาะพอดี
ผู้หญิงสวยเป็นเรื่องปกติในวงการบันเทิง แต่วันนี้เดวิดกลับอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองลิลลี่เพิ่มอีกสองสามครั้ง
ดีไซน์ของชุดสลิปเดรสเผยให้เห็นไหปลาร้าและแนวไหล่ที่งดงาม ผิวเนียนละเอียดของเธอส่องสว่างอยู่ภายใต้แสงไฟอันอบอุ่น
“ฉันมีบทพูดแค่ไม่กี่บรรทัด และเวลาที่ได้ออกอากาศก็น้อยมาก ฉันไม่คิดว่าเราจะมีฉากที่ต้องเล่นด้วยกันนะคะ คุณโจนส์” เธอตอบอย่างสุภาพ แล้วจึงเบนสายตาไปทางอื่น
การถ่ายทำดำเนินต่อไป เดวิดขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาคิดว่าลิลลี่คงมองว่าเขาล่วงเกินเธอ เขาจึงไม่ได้เข้าไปรบกวนเธออีก แต่เขาก็ไม่อาจสลัดความรู้สึกคุ้นเคยที่อธิบายไม่ได้นี้ทิ้งไปได้ มันทำให้เขาอยากจะพูดคุยกับเธอให้มากขึ้น
หลังจากช่วงบ่ายอันแสนวุ่นวาย เดวิดก็กลับมาที่ห้องแต่งตัวของเขา ในไม่ช้า วิลเลียม บราวน์ ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ ก็รีบพรวดพราดเข้ามา
“เดวิด นายนี่ทุ่มสุดตัวเพื่อมีอา วิลสันจริงๆ เลยนะ กว่าเธอจะมาเป็นแขกรับเชิญก็อีกตั้งหลายตอน แต่นายก็มาให้กำลังใจเธอแล้วเหรอ? ว่าแต่ สัปดาห์หน้ามีงานเลี้ยงรุ่นเพื่อนเก่าเรานะ ทุกคนในเอเมอรัลด์ซิตี้จะไปกันหมด หลายปีมานี้นายยุ่งตลอด คราวนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด”
“ฉันรู้แล้ว ถ้าไม่มีธุระอะไร ฉันจะไป” เดวิดตอบอย่างใจเย็น
“เดวิด นายไม่รู้หรอกว่าเราจัดงานเลี้ยงรุ่นกันมากี่ครั้งแล้ว แต่นาย มีอา แล้วก็เอมิลี่ก็พลาดกันตลอด”
พอพูดถึงเพื่อนร่วมชั้นนิสัยแปลกๆ วิลเลียมก็พูดไม่หยุด “นายจำเอมิลี่คนที่อ้วนมากๆ คนนั้นได้ไหม? เธอหายตัวไปก่อนจะเรียนจบเสียอีก เมื่อก่อนเธอชอบตามติดนายแจเลย น่ารำเกียจชะมัด นายคงรำคาญเธอมากเลยสินะ”
ร่างกายของเดวิดเกร็งขึ้นเล็กน้อย ริ้วคลื่นแห่งอารมณ์พาดผ่านใบหน้าที่มักจะสงบนิ่งอยู่เสมอของเขา
“เดวิด นายเหม่ออะไรอยู่?”
“...เธอหายไปนานแค่ไหนแล้ว?”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งมาก ถึงขั้นจงใจทำตัวห่างเหิน แต่ปลายนิ้วที่ข้อกระดูกเด่นชัดของเขากลับลูบไล้ขอบเสื้อโค้ตเนื้อหยาบของตัวเองอย่างกระวนกระวาย ซึ่งเป็นสัญญาณของความวิตกกังวลที่เขาไม่รู้ตัว
“ใคร? เอมิลี่น่ะเหรอ? ไม่มีใครติดต่อเธอได้เลย เธอคงไปขัดขาใครเข้าแล้วโดนส่งไปโรงเชือดแล้วมั้ง! ฮ่าๆ!”
วิลเลียมยังคงพูดต่อไป แต่เดวิดไม่ได้ฟังแล้ว เขาเหนื่อยเกินกว่าจะตอบข้อความจากผู้จัดการส่วนตัวของเขา
เมื่อกลับมาถึงวิลล่าของเขาในเอเมอรัลด์ซิตี้ เดวิดเดินไปยังส่วนที่ลึกที่สุดของตู้เสื้อผ้าและหยิบกล่องของขวัญที่บรรจุนาฬิกาเรือนพิเศษเรือนหนึ่งออกมา
หน้าปัดของนาฬิกาเรือนนั้นมีรอยขีดข่วนมากมาย เขาจึงเก็บรักษามันไว้อย่างดี
เอมิลี่?
เมื่อนึกถึงเธอ เดวิดรู้สึกว่าบางสิ่งที่เขาพยายามกดข่มไว้กำลังจะปะทุออกมา—มันคือความโกรธ? ความรังเกียจ? หรือความกลัวที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เขาไม่กล้ายอมรับ?
ลิลลี่ขับรถคันเล็กของเธอไปยังโรงพยาบาล ความคิดในหัวของเธอสับสนวุ่นวายไปหมด แม้กระทั่งหวนนึกไปถึงเหตุการณ์บนดาดฟ้าของโรงเรียนมัธยม...
ในวันนั้น เธอได้รับโน้ตจากเดวิดที่นัดให้เธอไปพบบนดาดฟ้า
เธอขึ้นไปที่นั่นด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข แต่กลับได้ยินเพียงน้ำเสียงอันเย็นชาของเดวิด
“พวกนายอยากจะทำอะไรกับเธอก็เชิญเลย แค่อย่าฆ่าเธอก็พอ ฉันก็แค่อยากรู้ว่าพวกนายไปสนใจคนอ้วนขนาดนั้นได้ยังไง”
“ฉันก็แค่สงสัย ยัยนั่นทั้งอ้วนทั้งน่าขยะแขยง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายทนอยู่ใกล้ๆ เธอได้ทุกวัน”
“อีกไม่นานเราก็ต้องแยกกันแล้ว อีกเดือนเดียวฉันก็จะไปต่างประเทศ” เดวิดมักจะพูดด้วยท่าทีเฉยเมยเช่นนี้เสมอ ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดสามารถกระทบกระเทือนจิตใจเขาได้
ในวันนั้น ลิลลี่ยืนอยู่นอกประตูทางขึ้นดาดฟ้า หัวใจของเธอแตกสลายเป็นชิ้นๆ
เดวิดเคยเป็นคุณชายทองจากครอบครัวที่ร่ำรวย ลิลลี่คิดเสมอว่าเขาอยู่สูงเกินเอื้อม อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเขาประสบปัญหาอย่างหนักในช่วงที่เขาเรียนมัธยมปลาย และเมื่อพวกเขากลับมาพบกันอีกครั้ง พ่อของเขาก็กำลังทำงานเป็นคนขับรถให้กับครอบครัวของเธอ
